2007/Oct/02

ไม่ได้อัพเดทบล็อกมา ชาติเศษ หุหุหุหุ
ภาระกิจรอบๆตัวไม่อำนวย แถมนึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไร
ชีวิตประจำวันก็ไม่หนุกหนานเอาซะเลย
ออกจะน่าเบื่อเสียด้วยซ้ำไป...มาทำงาน...แล้วก็กลับบ้าน
หรือบางวันก็มีงานเลี้ยง (ที่ไม่เต็มใจไป..แต่ต้องไป เพราะเป็นงาน)
วันนี้บังเอิญ มีน้องสาวส่งเมลล์มาให้
อ่านแล้วนึกถึงตัวเอง......ว่าจะมีแบบนี้บ้างไหมในชีวิต
แต่คงยากอ่ะ................................หุหุหุหุ..........
เรื่องของคนสองคน

สองสามวันก่อน แม่ป่วย...
ผู้หญิงใจแข็งคนนี้ ยืนกรานว่าจะไม่ไปโรงพยาบาลโดยเด็ดขาด เธอกินยาจีน พักผ่อนอยู่บ้าน
เสียงบ่นของแม่...หายไป กลับมีเสียงของใครอีกคนขึ้นมาแทน...เสียงของพ่อ
พ่อที่ปกติแล้วลูกๆ ทุกคนลงมติว่า...ดุ และเงียบขรึม
วันนี้พ่อกลายเป็นผู้ชายขี้บ่นไปซะแล้ว...
พ่อบ่นทั้งวันและทุกวัน เรื่องที่บ่นก็มีอยู่เรื่องเดียว...บ่นแม่
พ่อบ่นว่า แม่ไม่ยอมไปหาหมอ แต่...คนขี้บ่นนี่แหละ ที่ไปปรึกษาเภสัชกรที่ร้านขายยา
ซื้อหายาอมแก้เจ็บคอ ยาแก้ไข้ที่แม่ใช้ประจำมาวางไว้ให้ข้างเตียง

พ่อ...ที่ปกติชอบออกไปหากับข้าวแปลกๆ ข้างนอกกิน เป็นกิจวัตร บ่นว่าเบื่อกินข้าวที่บ้าน
แต่...พ่อก็สั่งฉันไปซื้อกับข้าวที่ร้านโปรดของแม่มากินที่บ้าน เพียงเพราะไม่อยากให้แม่อยู่บ้านคนเดียว
แม่แตะกับข้าวได้คำเดียว...เอาใจพ่อ ทั้ง ๆ ที่ฉันก็ว่ากับข้าวอร่อยดี
แต่...พ่อกลับว่า วันนี้เชฟฝีมือตก ทำไม่อร่อย...เลยไม่ถูกปากแม่

แล้ววันนี้...แม่อาการดีขึ้น
ลุกขึ้นมาเดินเหินได้นิดหน่อย บ่น...อยากกินแครกเกอร์กับโกโก้ร้อน
แต่...ของแห้งที่บ้านหมด รวมทั้งแครกเกอร์ยี่ห้อโปรดด้วย
พ่อ...ผู้ชายที่แสดงออกตลอดเวลา...ว่าเกลียด การเดินซูเปอร์มาเก็ต
บอกลูก ๆ ว่าน้ำส้มของพ่อหมด ไปซื้อกันเถอะ
พวกเราอมยิ้ม ผู้ชายปากแข็ง...จะบอกว่าไปซื้อของให้แม่ก็ไม่ได้ ต้องอ้างยังโน้นยังงี้
แต่...แค่ย่างเท้าเข้าห้างสรรพสินค้า คนจะซื้อน้ำส้มแต่เดินหา...แครกเกอร์ เฮ้อ...

พ่อ...มีโรคประจำตัว...โรคหัวใจ พ่อต้องเดินช้าๆ เพราะไม่อยากให้หัวใจทำงานหนักเกินไป
แต่ในซุปเปอร์มาเก็ตวันนี้ พ่อเดิน...เข้าช่องโน้น ออกช่องนี้ เพราะแม่กินได้แต่ข้าวต้ม
ข้าวต้มซองชนิดมีเครื่องกับพร้อมปรุงถูกพ่อกวาดมาทุกชนิด
เครื่องข้าวต้ม...ทั้งผักดอง ผักกระป๋อง
พ่อหยิบทุกขวดทุกกระป๋องมาอ่าน...หายี่ห้อที่แม่ชอบ

ความจริงจะสั่งฉัน ให้ไปหาซื้อน่าจะง่ายกว่านะ แต่พ่อก็เลือกที่จะทำเอง
เพราะพ่อเลือกของเหล่านั้น...ด้วยความรัก ฉันทำได้แค่เข็นรถตาม...
แต่แค่นี้ก็ยากแล้วนะ เพราะเข็นตามไม่ทันสักที.....
ถ้าเทียบกับใจที่ไปถึงชั้นวางขวดผักดองเรียบร้อยแล้ว ของผู้ชายตรงหน้า
หลังที่เริ่มคุ้มงอตามวัยของพ่อนำอยู่ข้างหน้าลิ่วๆ
ตาของพ่อ...ที่มีไว้มองผู้หญิงคนเดียวในชีวิต มองหาแต่สรรพสิ่งที่เหมาะกับแม่

ณ วินาทีนั้น ฉันอิจฉา...อิจฉาผู้หญิงที่นอนป่วยอยู่ที่บ้าน
อิจฉาแม่ตัวเอง เพราะพ่อที่ลูกๆ คุ้นเคย คือผู้ชายที่ไม่เคยแคร์ใคร...

กับลูกๆ...เรารู้...พ่อรัก เพราะพ่อแสดงออกกับเราเสมอ
หากกับแม่...พวกเราเพิ่งรู้...พ่อห่วงแม่มากมาย
คงเพราะปกติเราเห็นแต่แม่ที่คอยดูแลพ่อ
โรคประจำตัวพ่อเยอะแยะนี่นา
แม่...ซึ่งเป็นผู้หญิงที่แข็งแรง อึด...ในสายตาพวกเรา
ยามเมื่อได้รับการดูแลจากพ่อ ดูเหมือนจะซึ้งไม่ต่างจากเรา
คนซึ่งร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอดยี่สิบห้าปี ดูแลกันและกันยามป่วยไข้
คงไม่มีอะไรน่าชื่นใจไปกว่านี้แล้วมั้ง

ฉันหันมามองรอบตัว
สักวันข้างหน้า...ยามเมื่อชีวิตได้ผ่านวันเวลา
ทั้งความสุข ความทุกข์ ความโศก
จะมีใครสักคนมั้ย...ที่ยืนข้างๆฉัน ดูแล...ยามที่ฉันป่วยไข้
จะมีใครสักคนมั้ย...ที่จำได้ กับแค่แครกเกอร์ยี่ห้อโปรดของฉัน
จะมีใครสักคนมั้ย...ที่ยอมเดินฝ่าฝูงคนพลุกพล่าน ที่ตัวเองแสนเกลียด
เพียงเพื่อเครื่องกระป๋อง... ที่อยากจะเลือกสรรแต่สิ่งดีๆเพื่อคนอันเป็นที่รัก
จะมีใครสักคนมั้ย...ที่ส่งยาอมแก้เจ็บคอให้ฉัน พร้อมกับบอกว่า
คราวก่อนเจ็บคอ กินแล้วหาย นี่ยังเหลือ เอาไปกินสิ
ทั้ง ๆ ที่ยาอมหลอดนั้น มันยังไม่ได้แกะ!!

สำหรับคนที่ผ่านเข้ามาอ่าน

รู้สีกยังไงบ้างค่ะ

สำหรับป้าอ้อย...............ซึ้งค่ะ............

Rihanna Umbrella Lyrics
Featuring:
Jay-Z Lyrics

Jay-Z:
Ahuh Ahuh (Yea Rihanna)
Ahuh Ahuh (Good girl gone bad)
Ahuh Ahuh (Take three... Action)
Ahuh Ahuh

No clouds in my storms
Let it rain
I hydroplane into fame (Eh eh)
Come'n down with the Dow Jones
When the clouds come we gone
We Rocafella (Eh eh)
She fly higher than weather
And she rocks it better
You know me
An anticipation for precipitation
stacks chips for the rainy day (Eh eh)
Jay, rain man is back with lil Ms. Sunshine
Rihanna where you at?


[VERSE 1]
You had my heart
and we'll never be world apart
Maybe in magazines
but you'll still be my star
Baby cause in the Dark
You can see shiny Cars
And that's when you need me there
With you I'll always share
Because

[CHORUS]
When the sun shines
Well shine together
Told you I'll be here forever
Said I'll always be your friend
Took an oath
I'mma stick it out 'till the end
Now that it's raining more than ever
Know that we still have each other
You can stand under my Umbrella
You can stand under my Umbrella
(Ella ella eh eh eh)
Under my umbrella
(ella ella eh eh eh)
Under my umbrella
(ella ella eh eh eh)
Under my umbrella
(ella ella eh eh eh eh eh eh)

[VERSE 2]
These fancy things,
will never come in between
You're part of my entity
Here for Infinity
When the war has took it's part
When the world has dealt it's cards
If the hand is hard
[Umbrella lyrics on http://www.metrolyrics.com]


Together we'll mend your heart
Because ...

[CHORUS]
When the sun shines
We'll shine together
Told you I'll be here forever
Said I'll always be your friend
Took an oath
I'mma stick it out 'till the end
Now that it's raining more than ever
Know that we still have each other
You can stand under my Umbrella
You can stand under my Umbrella
(Ella ella eh eh eh)
Under my umbrella
(ella ella eh eh eh)
Under my umbrella
(ella ella eh eh eh)
Under my umbrella
(ella ella eh eh eh eh eh eh)

[BRIDGE]
You can run into my Arms
It's okay don't be alarmed
(Come into Me)
(There's no distance in between our love)
So Gonna let the rain pour
I'll be all you need and more
Because ...

[CHORUS]
When the sun shines
We'll shine Together
Told you I'll be here forever
Said I'll always be your friend
Took an oath
I'mma stick it out 'till the end
Now that it's raining more than ever
Know that we still have each other
You can stand under my Umbrella
You can stand under my Umbrella
(Ella ella eh eh eh)
Under my umbrella
(ella ella eh eh eh)
Under my umbrella
(ella ella eh eh eh)
Under my umbrella
(ella ella eh eh eh eh eh eh)

It's raining (raining)
Ooo baby it's raining
baby come into me
Come into me
It's raining (raining)
Ooo baby it's raining
You can always come into me
Come into me



edit @ 2007/10/02 11:59:57

2007/Aug/21

อยากแนะนำหนังสือเรื่องนี้ให้อ่านกัน

อ่านแล้วรู้สึกมีความสุข กับ สำนวนของผู้แต่ง

ใช้ภาษาได้ทันสมัยและสวยงาม

เนื้อหาอ่านแล้วเพลิดเพลินดี เหมือนอ่านสารคดีท่องเที่ยว + นิยายรักโรแมนติก

ใครสนใจลองไปหามาอ่านนะคะ

ในฐานะหนอนหนังสือ ....บอกได้ว่าอ่านแล้ว คุ้มในอารมณ์ค่ะ

Artist : M (이민우 : Lee Min Woo)
Song : L.O.V.E
3집 - Explore M



นุน บู ชิน นัล ดึล โซ เก
ยอ จอน ฮี เน คยอ เท ฮยัง กี กา
มู ดอ อิน นึน นอล บล เต มา ดา
ออ ยอ ปึน กุม มัน คา ทา
นอ เอ โซ เน กี วอ จิน บัน จี ฮา นา
คือ โซ เก ทัม กยอ จิน นอ วา เน ซา รัง
นา รึล โบ นึน นุน บี เช เย ปึน กอท มัน
อัน กยอ จู โก พึน นัน นอ รึล วี เฮ
(L.O.V.E.) นอ รึล ซา รัง เฮ เน พู มา เน ซอ
(L.O.V.E.) อา นา จู โก พา My Girl
นอ เอ โซ นึล ชับ โก ซอ เน มา มือ รึน สก ซา กยอ

Baby, I Can not let U go
ซัล มยอ ชี นู นึล ตือ มยอ
นัล บู รือ นึน นี มก โซ รี กา
เน ควิท กา เอ ทึล รยอ อล เต มยอน
คา ซือ มี ทู กึน กอ รยอ
นา เอ โบ รึล นู รือ ตอน
นี ออล กุล กวา ฮยัง กึท ทา เม ซือ ชี ตอน มอ รี คา รัก
เน ออ เก เอ คี เด ออ ชัม ดึล ตอน
ชี กัน โซ เก ซอ นา เมง เซ ฮัล เก
(L.O.V.E.) นอ รึล ซา รัง เฮ เน พู มา เน ซอ
(L.O.V.E.) อา นา จู โก พา My Girl
นอ เอ โซ นึล ชับ โก ซอ เน มา มือ รึน สก ซา กยอ

Baby, I Can not let U go
(OH) นา เอ ทู พา รึล บอล รยอ
(널) คา ซือ เม กือ รอ อัน ตอน
(Love) ออน เจ รา โด
I Can't stop thinking about you
(L.O.V.E.) โน ชี อัน เกท ซอ นอ เอ โม ดึน กอล
(L.O.V.E.)
คัม ซา จู โก พา My Girl
นา เอ โซ นึล ชา บา จุน นี ตา ตึท ทัน มี ดือ เม

Baby, I Can not let U go
(L.O.V.E.) นอ รึล ซา รัง เฮ เน พู มา เน ซอ
(L.O.V.E.) อา นา จู โก พา My Girl
นอ เอ โซ นึล ชับ โก ซอ เน มา มือ รึน สก ซา กยอ

Baby, I Can not let U go

Credit : Lyrics - jukeon , แกะเนื้อร้องโดย - ซูจอง

L.O.V.E / M - Explore



edit @ 2007/08/21 17:56:46

2007/Jul/06

สมาชิกทัวร์ประกอบด้วย

ป้าอ้อย ประธาน

ตุ้ม ผู้จัดการ และ เหรัญญิก

จุ๋ม ผุ้ประสานงา

เอ๋ ลูกทัวร์จำเป็น

ระยะเวลาเดินทาง 28 มิถุนา - 2 กรกฎา 2550 โดยสารการบิน Air Asia

28 มิถุนายน 2550

ตอนเช้าไปทำงานก่อนค่ะ ครึ่งวัน เพราะ flight ตอนเย็น ทำงานครึ่งวัน แล้วนัดเจอเอ๋ ไปทานข้าว ก่อนไปเจอตุ้ม ที่อนุสาวรีย์ชัย แล้วนั่งแท็กซี่ไปสนามบิน นัดเจอจุ๋มที่สนามบิน พอไปถึงก็มองหา counter Air Asia ก่อนเลยเพราะ ไม่เคยไปสายการบินนี้เลย ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน .........อ่ะ เจอแล้ว ....เข้าไปสอบถามว่าflight ที่เราจะไปให้ check in ตอนกี่โมง เค้าบอก 5 โมงเย็น ดูนาฬิกา 3 โมง ครี่ง กว่าๆ เอง ....รอไปก่อน อ้อ เราไป สายการบิน FD 3706 ค่ะ เครื่องจะออก ตอนประมาณ 6 โมงเย็น....ก็เดินไปหาที่นั่งรอ ในสนามบิน รอไป เม้าท์กันไป เพราะจุ๋มยังไม่มา จนได้เวลา check in จุ๋มมาถึงพอดี.....check in เสร็จ ก็มองหาของกิน (สายการบินนี้เค้าไม่มีของเสริฟ) ....เวลาก็จวนตัวด้วย (มีเวลาอยู่ตั้งนานไม่ไปหากินกัน .....มันไม่ทันนึกอ่ะ)....เลยลงมากินที่ร้านอาหารที่ชั้น 3 ..........ไม่อร่อยอ่ะ แถมแพงอีกต่างหาก..(อย่ารู้เลยนะว่าร้านชื่ออะไร ...ขึ้นเอ่ยชื่อไป เด๋วโดนฟ้อง หุหุหุ) กินเสร็จก็รีบเข้าไป immigration ผ่านเข้าไปที่ เกท ....รออยู่แป๊บนึงก็ได้ขึ้นเครื่อง .........เครื่องเล็กอ่ะ.....เที่ยวบินนี้คนน้อย ไม่เต็มเครื่องเลยเลือก ที่นั่งกันตามสบาย ....ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 1 ชั่วโมง 55 นาที เครื่องร่อนลง ที่ สนามบิน นอยไบ ของ ฮานอย โดยสวัสดิภาพ เมื่อเวลาประมาณ 2 ทุ่มเศษๆ.....

ตอนที่จะมาเที่ยวที่นี่เราจอง guest house ล่วงหน้า ทาง internet แล้วได้ยินกิตติศัพท์ ชนชาวเวียตนามมาพอสมควร เลยให้ทาง guest house เอารถมารับ (อีกอย่าง มันมืดแล้ว ไม่ไว้ใจถ้าจะไป แท็กซี่เอง) จากสนามบินไป guest house ใช้เวลาประมาณ 45 นาที หรือ ชั่วโมงเห็นจะได้ จริงๆ มันก็ไม่ไกลเท่าไหร่ แต่ที่นี่เค้าจำกัดความเร็วของรถ อยู่ที่ประมาณ 50 หรือ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเพราะ มอเตอร์ไซด์เยอะมาก....และตลอดทางตั้งแต่รถเริ่มออก เราก็จะได้ยินเสียงแตรรถตลอด ทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซด์ ........แถมคนขับรถที่เรานั่งมาก็คุยโทรศัพท์มือถือเสียงโขมงโฉงเฉง ออกแนวทะเลาะกะปลายสาย ...ตอนนั้นเราไม่เข้าใจ นึกว่าคงทะเลาะกะแฟน........น่ากลัวจริงๆ...........เค้าขับรถพาเราไปตามถนน ลัดเลาะไปเรื่อย เราก็ตื่นตาตื่นใจ กะ แมงกะไซด์บนท้องถนน ว่าทำไมมันเยอะขนาดนี้ มืดค่ำแล้ว ไม่เข้าบ้านนอนกันหรือไร ....มาโฉบเฉี่ยวกันอยู่ได้เต็มไปหมด มารู้ตัวอีกที ก็ตอนที่รถพาลัดเลาะเข้ามาในซอย ไม่ใช่ ในตรอก แคบๆๆ แล้วรถก็จอดสนิท คนขับรถ หันมาบอกเราว่าให้รอสักประเดี๋ยว.......พวกเราก็งง มันให้เรารออะไรฟร่ะ ...นึกว่าเค้าคงมาหาแฟน ..เพราะเห็นคุยโทรศัพท์มาตลอดทาง ...สักครู่นึง ก็บอกให้เราลงจากรถ เปิด ท้ายรถ ให้เราหยิบกระเป๋าของเราเอง โดยไม่มีการช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้นแล้วเดินนำเราเข้าไปในตรอกเล็กๆ ตรอกหนึ่ง พวกเราชักเริ่มเอะใจแล้วละว่า ไอ้ guest house ที่จองมันน่าจะอยู่แถวนี้ เดินมาไดซักพักนึก ก็เจอตึกแถวแคบ ห้องนึง ที่มีป้ายติดไว้ว่า Hanoi Queen Hotel.........อยากจะเป็นลม ....ไอ้ที่เกสเฮ้าส์ ที่เห็นอยู่ตรงหน้า ทำไมหน้าตามันไม่เหมือน กับใน internet เลย.................ซินเดอเรลล่า ทัวร์ โดนหลอก....... แต่เราไปเดินหาโรงแรมใหม่ไม่ได้เพราะตอนนั้นมันดึกแล้ว....เลยจำต้องพักที่นั่น แถม ห้องพักเราจองไป 4 เตียง (ไอ้) เดวิด เจ้าของเกสเฮ้าส์ มันจัดให้เราห้องเดียว เป็นเตียงคู่ แล้วมีเตียงเสริม ห้องเล็กนิดเดียว ให้เรานอนกัน 4 คน แล้วมันจะคิดค่าที่พักเราแค่ 3 คน .....ไม่มีทางเลือก ...แต่ก็บอกไปว่า พรุ่งนี้ต้องมีห้องให้เรานะ (ไอ้)เดวิด บอกว่าพรุ่งนี้มีแน่ ก่อนบ่าย 2 ....โอเค....ทนไปก่อน จริงๆ พวกเราก็ไม่ได้เรื่องมากกันอยู่แล้ว ก็มาเที่ยวนี่นะ....คืนนั้นเราเลยนอน ห้องแคบๆ กัน 4 คน ให้ตุ้มนอนเตียงเสริม (ตุ้มมันตัวใหญ่) ป้า เอ๋ จุ๋ม นอนด้วยกัน แต่นอนขวางเตียง (ชีวิต รันทด ของ นางซิน(ลี่) ทั้ง 4 )

29 มิถุนายน 2550

วันนี้ตั้งใจว่าจะเที่ยวในเมือง เขตที่เราอยู่ เรียกว่า old quarter ลงมาข้างล่าง มาทานอาหารเช้า (ที่พักรวมอาหารเช้า) ซึ่ง ไม่มีอะไรเลย นอกจาก กาแฟ ขนมปังแบบฝรั่งเศสที่เรียกว่า บาร์เก็ต แต่คงไม่เหมือนสักทีเดียวนอกจากรูปร่างภายนอก เพราะ ตัวขนมปังข้างในมันกลวง (นึกถึงปาท่องโก๋ ที่เค้าทอดกรอบๆ มันพองๆ พอกัดเข้าไปมันไม่มีแป้งนิ่มๆ เลย) แล้ว เจ้าของเกสเฮ้าส์ ก็พยายามแนะนำทัวร์กะเรา ราคาแพงกว่าที่เรารู้ (มันจะหลอกเราอีกแล้ว) เราเลยไม่สนใจ บอกว่าจะไปหาทัวร์ข้างนอก แล้วจะกลับมาย้ายห้องตอนประมาณ 2 โมง เดินออกมาตามตรอกแคบๆ เห็นคนเวียตนาม ออกมานั่งกินข้าวเช้ากันเต็มไปหมด (คนที่นี่ชอบทานข้าวนอกบ้านแฮะ) อาหารที่เห็นขายกันตอนเช้า ก็มี เฝอ กะ ไข่กระทะ.......เราเดินผ่านไปก่อน อยากกินเฝอ แต่ส่วนใหญ่เป็นเนื้อ ลูกทัวร์ 3 คนไม่กินเนื้อ มีป้าอ้อยคนเดียวที่กิน เราเลยเดินผ่านกันไป (จริงๆ ยังอิ่มอยู ก็เพิ่งฟาด ขนมปังกะกาแฟมา) เดินไปเดินมา มาเจอร้านข้าวเกรียบปากหม้อ ยืนดูอยู่ซักพัก เลยตัดสินใจลองกินดู ก็อร่อยดีค่ะ เค้าคิดจานละ 10,000 ดอง เป็นอาหารเวียตนามแท้ๆ มื้อแรก ที่ฮานอย

ร้านที่เข้าไปนั่งกินกัน

หน้าตาข้าวเกรียบปากหม้อ ต้นตำหรับเละไปหน่อยนะคะ โซ้ยไปแล้วเพิ่งนึกได้ เลยหยิบกล้องมาถ่ายๆไว้ เค้าจิ้มกับน้ำจิ้มถ้วยข้างๆ นั่นแหละ รสชาติแปลกๆ มี พริกเหลืองหั่น แล้วก็ส้มจี๊ด ลูกเล็ก เพิ่มรสชาติน้ำจิ้ม .ที่นี่เค้าใช้ส้มจี๊ด แทนมะนาวมั้ง ป้าอ้อยไม่เห็นมะนาวเลย รสชาติ ก็ อร่อยใช้ได้ รสไม่จัด สีแดงๆ ข้างๆ นั่น หมูยอ เหลืองนั่นก็ หอมเจียว ส่วนไส้ข้างในเป็นหมูสับกะเห็ดหอม

พวกเราเดินดูร้านรวงข้างๆ มาเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นร้านขายของที่ระลึก แถวๆ เกสเฮ้าส์ที่เราอยู่เหมือนกับ ถนนข้าวสารบ้านเรา แต่ผังเมืองที่นี่ดี เดินทะลุกันได้ทุกบล็อก (ก็ฝรั่งเศสเป็นคนวางผังเมืองให้) เพียงแต่ว่าถนนที่นี่แคบแล้วรถก็เยอะ วิ่งกันตามใจชอบไม่มีเลนส์ (ถึงมีก็ไม่สน อยากไปทางไหนตรูก็ไป..หุหุหุ) เดินๆ ไป ก็เสียว ปน หนวกหูเสียงแตรรถไป เป้าหมายเราอยู่ที่ Hoan Kiem Lak หรือ ทะเลสาปคืนดาบ เป็นทะเลสาบใจกลางเมือง เราเดินทะลุ 36 streets ซึ่งเป็นแหล่งค้าขาย ก็จะแยกเป็นบล็อกๆ ไปนะคะ ว่าบล็อกไหนขายอะไร ถ้า ขายรองเท้าก็รองเท้าทั้งแถบ ขายร้องเท้าเหมือนกันทุกร้าน ที่ขายเสื้อผ้า ก็ขายเสื้อผ้าเหมือนกันทั้งถบ ....มีอีกหลายอย่าง...เป็นบล็อกๆ พอเดินทะลุ 36 street มาก็จะเป็นถนนหลัก ซึ่งกว้างขวางพอสมควร เหมือนออกจากบางลำพู มาเจอ ถนน ราชดำเนิน อะไรประมาณนั้นแหละ ..ข้ามถนน มาฝั่งทะเลสาบ..การข้ามถนนที่นี่ ถ้าเดินข้ามแล้วห้ามหยุดเด็ดขาด มิเช่นนั้นคุณอาจถูกรถชนได้ เพราะมีทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซด์เต็มถนนไปหมด โดยเฉพาะมอเตอร์ไซด์ มากันเป็นร้อย....เดินข้ามไปเลย ไม่ต้องหลบรถจะหลบคุณเอง....หุหุหุ แปลก ใช่ไม๊ค่ะ...ฝูงแมงกะไซด์ ตามท้องถนน ค่ะแต่ถนนนี้ไม่ใชถนนหน้าทะเลสาป ถนนหน้าทะเลสาปอยู่ที่กล้องของตุ้ม ยังไม่เห็นเหมือนกัน แต่แมงกะไซด์เยอะกว่านี่

ข้ามถนนมาฝั่ง Hoan Kiem Lake มีหนุ่มสาว มาเดินเที่ยวกัน และ ชาวบ้านก็มานั่งกันรอบๆ ทะเลสาป ค่อนข้างเยอะทีเดียว ป้าอ้อยก็แปลกใจ ไม่ไปทำงานกันหรือไง แล้ว วัยรุ่นพวกนี้ ไม่ไปเรียนกันเหรอ มานั่งทำไรกันเนี่ย .......

ทะเลสาปโฮเกี้ยม....

เราเดินไปตามทางเดินรอบทะเลสาปเพื่อจะไปยัง Ngoc Son Temple (วัดหง๊อกเซิน) ซึ่งเป็นวันที่อยู่บนเกาะกลางทะเลสาป มีสะพานสีแดงที่เห็น เชื่อมเข้าไปในตัววัด เสียค่าเข้าชม คนละ 3,000 ดอง มีทั้งคนเวียตและนักท่องเที่ยวหน้าตาทันสมัยอย่างพวกเราเข้าไปเที่ยวกัน

สะพานแดงข้ามทะเลสาปเข้าวัด กันศาลเจ้าภายในวัด

ภายในวัดไม่กว้างมากนักศิลปคล้ายๆ ของจีน ...ออกจากวัดก็เดินรอบทะเลสาป แต่อากาศวันนี้ร้อนมาก พวกเรากินน้ำหมดไปหลายลิตร...ทางเดินรอบทะเลสาบโอเกี้ยม

เดินไปก็แวะดูสถานที่รอบตัวไปเป็นระยะๆ ทั้งของที่ระลึกและร้านค้าซึ่งมีอยู่มากมาย ที่น่าสนใจคือร้านขายเป้ เอ๋ตั้งใจอยู่แล้วว่าจะมาซื้อเพราะเค้าว่าราคาถูกมาก แต่ป้าเฉยๆ เพราะที่บ้านมีอยู่หลายใบแล้ว . ได้ของที่ระลึกเป็นตัวตุ๊กตาสังกะสี ที่เลียนแบบ วิธีชีวิตของคนเวียตนาม มาคนละสองสามตัวก่อนเดินไปร้านขายเป้ที่แขวนไว้เต็มแนวตึก มาหยุดดูทีร้านหัวมุมถนนที่เป็นวงเวียน เอ๋ได้เป้มา 2ใบ ราคาถูกมาก ใบใหญ่ราคา 11 USD ถ้าซื้อเมืองไทย คงไม่พ้นหลักพัน ใบเล็ก 5 USD น่ารักดี ป้าอ้อยเห็นแล้วก็เกิดกิเลสอยากได้มั้ง ก็มันถูกซะขนาดนั้น มาถึงถิ่นผลิตทั้งทีด้วย แล้วเราก็เดินต่อไปที่โรงละครที่เค้าจะเล่น หุ่นกระบอกน้ำ เพื่อจองตัวดูตอนประมาณ 2 ทุ่ม ตั๋วมี 2 ราคา 20,000 ดอง กับ 40,000 ดอง เราจองราคา 20,000 ดอง ถ้า 40,000 ดองจะได้นั่งใกล้เวที เอาประหยัดเข้าว่า หุหุหุหุ........แล้วก็เดินกลับเกสเฮ้าส์ เพื่อไปถามเรื่องห้องพัก ระหว่างทางผ่านเอเจนซี่ หลายแห่งเลยเข้าไปถาม day tour ไป ฮาลองเบย์ เราได้มา ราคา 15 USD/คน ...เค้าบอกจะไปรับเราที่เกสเฮ้าส์ตอน 7.30 น. ตกลงรายละเอียดกันได้ ก็กลับไปถามเรื่องห้องพัก ปรากฎว่า (ไอ้)เดวิด บอกเราว่า ไม่มีห้องให้เรา แถมว่าโวยวายใส่เราอีกว่า ทำไมไปจองทัวร์ข้างนอก ไม่บอกมันก่อน แล้วทำไม เราต้องบอกมันด้วยว่ะ....ป้าก็โมโห เลยตัดบท ถามมันว่า แล้วเรื่องห้องพักว่ายังไง มันบอกจะให้เราอีกห้องที่ติดกัน แต่คิดราคาเพิ่ม อ้าววววววว ไอ้เวียตนี่ มันโกงเรานี่หว่า .....เราก็ไม่ยอม มันก็เลยบอกว่า งั้นก็ต้องอยู่ห้องนั้นเหมือนเดิม ป้าละอยากย้าย แต่ตุ้มบอกว่าเราก็ไม่ได้อยู่ทั้งวัน แค่อาศัยนอน เลยบอกมันไปว่า มันไม่ใช่ความผิดเรานี่ งัดเอา เมลล์ที่มันตอบเรา ไปให้มันดูด้วยว่ามัน comfirm เราเองนะ มันก็เริ่มเสียงอ่อย ..บอกว่าถ้างั้น มันคิดเรา คนละ 5 USD แล้วกัน แต่ให้เราอยู่ห้องเดิม .....ปรึกษากันแล้วเราก็ โอเค ....กลับขึ้นห้องไปรอเวลาไปดูหุ่นกระบอกน้ำ บอกตรงๆ ป้าไม่อยากอยู่แล้วอยากย้าย ไม่ใช่เพราะ ห้อง .แต่เพราะเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ ......ไม่อยากเห็นหน้ามัน ...มันขึ้โกง .....เห็นหน้ามันแล้วหงุดหงิด...........

ก่อนถึงเวลาที่จะไปดูหุ่นกระบอกน้ำ เรามีเวลาหลายชั่วโมงเลยเดินออกไปหาข้าวเย็นกินกันก่อน ตุ้มอยากกินจ่ากา อาหารพื้นบ้านอีกอย่างหนึ่งของเวียตนาม หน้าตาเป็นยังไงป้าอ้อยยังไม่รู้แต่ตุ้มบอกว่าดูจากหนังสือแล้วน่ากิน ก่อนหน้านี้ช่วงบ่ายเราเดินมาสำรวจร้านกันแล้วว่าจะกินร้านไหน จริงๆ ตั้งใจจะกินกันตั้งแต่บ่ายแต่ร้านเค้ายังไม่เปิด เค้าเปิด 5 โมงเย็น เราเลยต้องกลับมาอีกรอบ ขึ้นบันไดแคบๆ ไปชั้น 2 ของร้าน มีลูกค้ามานั่งกินอยู่แล้วโต๊ะนึง เห็นมีอาหารวางเต็มโต๊ะไปหมด ไม่รู้อะไรบ้าง เรามองแค่ผ่านๆ พอนั่งโต๊ะ คนขายก็น่าจะเป็นเจ้าของร้านหรือลูกหลาน เพราะมันน่าจะเป้นธุรกิจครอบครัว ก็เอาแผ่นกระดาษเคลือบพลาสติก มาวาง ตึ้ง กลางโต๊ะ มีใจความแปลเป้นไทยได้ว่า ร้านนี้ขายอาหารอย่างเดียว ซึ่งก็คือ จ่ากา นั่นเอง พวกเรา เอ๋อ กันไป หนึ่งวินาที ก่อนปรึกษากันว่าจะกินได้ไม๊เนี่ย เพราะไม่เคยกินเลย หน้าตาเป็นยังไงก็ไม่รู้ อย่างอื่นก็ไม่มีให้กิน ก็เลยตกลงกันว่า สั่งไปแค่ 3 ที่ก็พอ เผือกินกันไม่ได้จะได้ไม่เสียดายของและเงินอันจำกัดจำเขี่ยในกระเป๋า หุหุหุหุ

จ่ากาเป็นปลาทอดในน้ำมัน ที่เราจะต้องมาทำกันเองที่โต๊ะ อุปกรณ์ที่เค้ายกมาให้ก็มีกะทะใบเล็ก (บุบบู้บี้ บ้างตามอายุการใช้งาน)ที่ใส่น้ำมันเดือดๆ มาครึ่งกะทะ ตั้งมาบนเตาถ่านเล็ก ยกมาตั้ง กลางโต๊ะ ตามมาด้วยปลาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่จานแยกมาต่างหาก กับจานผักหั่นเป็นเส้นๆ ผักอะไรบ้างก็ไม่รุ้ พร้อมเครืองเคียง ที่มี ถั่วลิสงทอด ส้มจี๊ด พริกเหลืองหั่นเป็นแว่นๆ กับน้ำจิ้ม เราสั่งข้าวมาด้วย 4 ถ้วย แต่แค่เห็นป้าอ้อยก็เลี่ยนแล้ว กินเข้าไปได้หน่อย ก็ ไม่ไหว ต้องหยุด กินข้าวกับ ถั่วลิสงไป ...ปล่อยให้ตุ้มจัดการกับอาหารที่เหลืออย่างเมามัน....พอกินเสร็จเราก็เดินย่อยอาหารกันสักพักก่อนไปโรงละคร มีนักท่องเที่ยวนั่งรอกันเต็มไปหมด โรงละครที่แสดงหุ้นกระบอกน้ำไม่ใหญ่ ด้านในเป็นที่นั่งแบบลดหลั่นเหมือนในโรงหนังแต่แคบกว่ามาก พอนั่งแล้วหัวเข่าชนกันพนักเก้าอี้ด้านหน้าเลย ถ้าใครมาทีหลังแต่ที่นั่งอยู่ด้านใน คนที่มาก่อนแต่นั่งด้านนอก ก็ต้องลุกขึ้นยืนให้คนที่มาทีหลังเบียด เข้าไป ซึ่งไม่ง่ายเลย เพราะที่แคบมาก การแสดงเริ่มตรงเวลาด้วยการโหมโรงของนักร้องและนักดนตรีพื้นบ้านด้านข้างเวที ประมาณ 15 นาที ก่อนเริ่มการแสดงหุ่นกระบอกน้ำ ที่แสดงเป็นชุดๆ ส่วนใหญ่เป็นการแสดงให้เห็นถึงขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมพื้นบ้านของชาวเวียตนามและ ตำนานทะเลสาปโฮเกี้ยม เวลาแสดงประมาณ 1 ชั่วโมง สีสรรสดใสดีค่ะ แต่ป้าอ้อยว่า หุ่นกระบอกเล็กเราเลิศกว่า...ก็นะ เค้าโปรโมทดี ใครที่มาฮานอยแล้วไม่ได้มาดูหุ่นกระบอกน้ำเหมือนมาไม่ถึงฮานอย เป็นเอกลักษณ์เลยก็ว่าได้ ทำไมกรุงเทพฯของเราไม่ทำให้หุ่นกระบอกเล็ก เป็นสัญญลักษณ์ของการท่องเที่ยวแบบนี้บ้าง แบบว่าถ้ามาแล้วไม่ได้ดูหุ่นกระบอกเล็กเหมือนมาไม่ถึงกรุงเทพฯ แทนทีจะเป็น ถ้ามากรุงเทพฯแล้วต้องไปพัฒน์พงษ์ ไม่งั้นเหมือนมาไม่ถึงกรุงเทพฯ ถ้าเราโปรโมทได้เหมือนที่ฮานอยโปรโมทหุ่นกระบอกน้ำ เมืองไทยคงมีชื่อเสียงและรายได้มากกว่านี้แน่ๆ

หน้าตาจ่ากาค่ะ

30 มิถุนายน 2550

ตื่นแต่เช้าอาบน้ำแต่งตัวรอทัวร์มารับ ไปเที่ยว Halong Bay แต่รอแล้วรอเล่า จากเวลานัด เจ็ดโมงครึ่ง ยันแปดโมง ก็ยังไม่มีใครมารับพวกเราเลย ส่วนคนอื่นที่นั่งรอ อยู่ด้วยกันเค้ามีคนของทัวร์มารับไปจนเกือบหมดแล้ว จน แปดโมงกว่าๆ ถึงได้มีคนมารับพวกเราเดินไปขึ้นรถตู้คันเล็กๆ ไกด์บอกว่า ทริปนี้มีทั้งหมด 11 คน รวมเราทั้ง 4 คน ส่วนอีก 7 คนเป็นครอบครัวเดียวกัน หมด มี พ่อเป็นคนฝรั่งเศส แม่เป็นเวียตนาม ลูกสาว 2 คน และเครือญาติ...มองออกไปเห็นมีรถตู้ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันเรา วิ่งไปในทิศทางเดียวกัน แต่ทำไมรถเค้ามันดู ใหม่ และใหญ่โตกว่าของเราละ แต่เราก็นั่งสบายนะ เบาะละ 3 คน ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 5 ชั่วโมง มีแวะที่ศูนย์ให้นักท่องเที่ยวซื้อของที่สถานที่พักรถ ประมาณครึ่งชั่วโมง แต่เราเข้าห้องน้ำกัน ระยะทางจริงๆ แค่ 70 กว่ากิโลเมตรแต่ที่นี่เค้ากำหนดความเร็ว ถ้าเป็นบ้านเรา ชั่วโมงกว่าๆ ก็น่าจะถึงแล้ว ไปถึงที่ท่าเรือประมาณ 11 โมงกว่าๆ มีปัญหาตอนที่จะขึ้นเรืออีก ต้องกลับมานั่งรอตรงที่ขายตั๋วสักพักใหญ่ๆ ไกด์ถึงมาตามไปลงเรือ ป้าอ้อยเริ่มหิวแล้วอ่ะ เรือที่เราไปต้องไปแจมกับกรุ๊ปทัวร์อื่นด้วย ไปเจอกลุ่มคนไทยประมาณ 6 คน เป็นผู้หญิงหมดเหมือนเรา อายุก็คงรุ่นราวคราวเดียวกับป้าอ้อย ดูเฮ้วๆดี แต่เราไม่ได้ทักทายกัน ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เป็นคนไทยเหมือนกันก็น่าจะทักทายกันเนอะ แต่ตอนนั้นมันหิวอ่ะ ไม่มีอารมณ์ร่วมด้วยช่วยกันหรืออารมณ์ดีใจที่เจอคนไทยในต่างแดน....ก็เลยอยู่กลุ่มใครกลุ่มมัน.....พอเรือออกจากท่าป้าอ้อยก็ถามไกด์เลยว่าจะเสริฟอาหารกลางวันกี่โมงเค้าบอกว่าต้องรอเรือไปจอดที่แพปลาก่อน อีกประมาณ 45 นาที .....ต้องเอาน้ำลูบท้องไปก่อน อดถามไม่ได้ว่าเค้าจะเสริฟอะไร ไกด์บอกว่าเป็น seafood บอกตรงๆ ไม่ค่อยเชื่อน้ำมนต์สักเท่าไหร่ เรือไปจอดที่แพปลาประมาณ บ่ายโมงครึ่ง อาหารก็ยังไม่มา เพราะเค้ารอให้คนใรเรือไปเลือกซื้อปลาจากแพปลามาให้แม่ครัวบนเรือ ทำเป็นอาหารพิเศษ ก็คงมีเอี่ยวกันระหว่างเรือกะแพปลา เป้นเรื่องธรรมดาที่เข้าใจได้ เมืองไทยเราก็เหมือนกัน ซักพักใหญ่ๆ เค้าก็เอาอาหารมาเสริฟ จานแรกเป็นปอเปียะทอด (น้ำมันเยิ้มตามเคย) ตามด้วยถั่วทอด ผักบุ้งผัด ผัดปลาหมีกกับหอมใหญ่ และ ปลาทอด ........................seafood ตรงไหนฟร่ะ... ทำไงได้ ทัวร์ราคาถูกจะไปหวังอะไรมากก็ไม่ได้ ...เรือพาเราออกจากแพปลา มุ่งหน้าไปยังถ้ำซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถ้ำมีหินงอกหินย้อยที่เค้าว่าสวยงาม แต่เอ๋บอกว่า ถ้ำที่เมืองกาญจ์เราสวยกว่า .....ออกจากฮาลองเบย์มาถึงตัวเมืองฮานอยประมาณ ทุ่มครึ่ง ไกด์พาเรามาส่งตรงหน้าบริษัทเค้าซึ่งใกล้กับที่พักของเรา เราเลยเดินไปหาข้าวเย็นกินกัน ก็เล็งไว้แล้วว่าจะกินกันที่ร้าน little duck ที่อ่านเจอใน internet เค้าว่าร้านนี้ใช้ได้ แต่ไม่วายมีเรื่องอีก ร้านค่อนข้างแน่นเนื่องจากมีนักท่องเที่ยวไปกินกันเยอะ เรารออยู่ประมาณ 10 นาที ก็ได้โต๊ะนั่งสั่งอาหารไป 4 อย่าง แต่ได้มา 5 จาน คือมีอย่างหนึ่ง ที่มา 2 จาน เราก็บอกพนักงานที่มาเสริฟว่า เราสั่งไอ้หน้าตาแบบเนี่ย แค่จานเดียว ....เค้าก็ยกกลับไป สักครู่คนที่รับออเดอร์เรา (เป็นผู้ชายค่ะ) ก็เดินหน้าตาถมึงคึงเข้ามาเลย มาบอกเราเสียงห้วนและโหดว่า ยูสั่งไอ้แบบนี้ไป 2 จาน ป้าก็บอกมันไปว่าเราสั่งแบบนี้ไปจานเดียว มันทำท่าไม่ยอม สักพักก็พูด ว่า Ok I cancel but you order 2 แล้วมันก็สบัดหน้าจากไป ดูมันดิ ใครจะบ้าสั่งอาหารอย่างเดียวกัน 2 จาน ทั้งที่ยังไม่รุ้เลยว่าหน้าตามันเป็นยังไง แล้วมันก็ไม่ยอมรับว่ามันจดผิด มีการไปด่าเรากับพนักงานคนอื่น (อันนี้ป้าดุจากท่าทางการพูด ไม่ได้ยินหรอก) คนอื่นๆ ก็ดูหงอๆ กับไอ้คนนี้ คิดว่ามันหน้าจะเป็นหัวหน้านะ แต่คนอื่นก็ดีนะ ป้าอ้อยว่าเค้าน่าจะเข้าใจ แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา ขอโทษด้วยที่ใช้ภาษาที่ไม่สวยสักเท่าไหร่ แต่ป้าอ้อยไม่อยากใช้คำพูดดีๆ กับคนพวกนี้เลยจริงๆ เพราะเค้าหยาบคายกับเรามาก

ถ้ำที่อยู่บริเวณทะเลสาปโฮเกี้ยม มีหินงอกหินย้อย หินอันนี้ลองสังเกตดีๆ ไกด์บอกว่าเหมือนผู้ชายกับผู้หญิงจูจุ๊บกัน ตอนแรกป้าก็มองไมออก มองๆ เออ เหมือนจริงๆ แฮะ ผู้ชายใส่หมวกด้วย หุหุหุหุ

วันที่ 1 กรกฎาคม 2550

วันนี้ไปเที่ยวที่โบสถ์ St. Joseph Cathedral เป้นโบสถ์คริสต์เก่าแก่ ของฮานอย ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยว ที่สวยงาม โบสถ์นี้ที่เค้ามาถ่ายหนัง เรื่องฮอยอันกันนะคะ...ดูข้างนอกโบสถ์ค่อนข้างเก่า ตัวโบสถ์เป็นสีขาวขุ่นๆ อาจจะเป็นเพราะผ่านเวลาอันยาวนานมาก็ได้ ภายในเป็นกระจกสีสรรสดใส สวยงามเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ พระเยซูและเทพเจ้าต่างๆ ไว้ วันนี้ฝนก็ตกพร่ำๆ เหมือนเคย เราเดินเข้าไปในโบสถ์ เค้ากำลังทำพิธีมิสสา กันอยู่ (ถ้าเรียกผิดก็ขออภัยด้วยนะคะ) มีทั้งคนเวียตและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าไปนั่งฟังบาทหลวงทำพิธี ป้าอ้อยไม่เคยเข้าโบสถ์คริส ไม่รุ้ว่าจะต้องทำตัวยังไง เห็นคนเค้านั่งเงียบๆ ฟังบาทหลวง บาทคนก็สวดมนต์ และมีการลุกขึ้นยืนร้องเพลงเป็นระยะๆ เป็นเพลงที่เหมือนบทสวด เพราะดี เรานั่งอยู่สักพัก ให้ตุ้มถ่ายรูปภายในโบสถ์ เค้าไม่ให้ใช้แฟลช กล้องป้าอ้อยเลยถ่ายไม่ได้เพราะมันเป็นกล้อง (ปัญญาอ่อน) อัติโนมัติรูปถ่ายรูปเดียวที่มีอยู่ในกล้องป้าอ้อย ภายนอกตัวโบสถ์

ออกจากโบสถ์เราก็หาทางไป Temple of Literatur หรือ วิหารวรรณกรรม เดินไปเดินมา หาทางไปไม่ถูก ถามคนเวียตเค้าก็บอกว่าไกลต้องไปรถแท็กซี่ ท้องก็เริ่มหิวแล้ว ตั้งแต่มาฮานอย เรายังไม่ได้กินเฝอ กันเลย ก็เลยเมียงๆ มองๆ ร้านขายเฝอ แต่ยังไม่เจอที่ถูกใจ แบบว่าไม่กล้าเข้าไปนั่งกับเค้า จริงๆ ก็มีอยู่หลายร้าน แต่ร้านอาหารที่นี่จะไม่เป็นร้านห้องแถวแบบบ้านเรา จะเป็นแบบที่ตั้งอยู่บนฟุตบาท มีแค่ตู้กระจกใบเล็กๆใส่เครื่องปรุง โต๊ะแบบบ้านเราก็ไม่มี ใช้เป็นโต๊ะไม้เตี้ยๆ กับเก้าอี้ตัวเตี้ยติดดินให้นั่งกิน เดินผ่านมาหลายร้านจนมาเจอร้านนึงที่ไม่ค่อยมีคน นั่งเราเลยไปถามราคาแล้วลองนั่งกินกันดู ก็อร่อยใช้ได้นะคะ น้ำก๋วยเตี๋ยวร้อนมาก แต่ไม่ชอบตรงที่ เค้าใส่หน่อไม้ปี๊บกลิ่นตุๆ เครื่องปรุง เค้าไม่มีพริกป่นแต่เป็น ซ๊อสพริก พริกเหลืองหั่น และส้มจี๊ด ป้าอ้อยชอบซ๊อสพริกที่นี่ ไม่หวานดี ไม่เหมือนซ๊อสพริกบ้านเรา ที่ออกหวาน

อิ่มหนำสำราญเราก็ปฎิบัติตามล่าหาวิหารวรรณกรรมกันต่อ จนในที่สุดต้องไปถามนักท่องเทียวที่เป็นฝรั่งถึงจะได้เรื่อง สรุปว่าเราต้องเหมาแท็กซี่ไป สนนราคาคนละ 1 USD รถแล่นประมาณ 10 นาทีได้ มันน่าจะไม่ไกล เพียงแต่เราไม่รู้ว่าจะต้องเดินไปทิศทางไหน

ประวัติวิหารวรรณกรรม ป้าอ้อยไม่รู้ว่าเป็นยังไงรู้แต่ว่ามาฮานอย ก็ต้องมาเที่ยวที่นี่กับสุสานลุงโฮ ตุ้มบอกว่าเป็นเหมือนมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียตนาม คงคล้ายๆ กับวัดโพธิ์ของเรามั้ง ที่เป็นแหล่งความรู้ต่างๆ เข้าประตูมาเป็นทางเดินสองอิฐ สองข้างเป็นต้นไม้ตัดพุ่มเตี้ย ด้านหลังเป็นต้นไม้ใหญ่ มีประตูทางเข้าไปข้างในเหมือนกับที่เราเห็นตามวัด

ประตูด้านนอกสุดที่จะเข้าวิหารวรรณกรรมทางเดินที่จะเข้าไปประตูด้านใน

ประตูทางเข้าด้านใน เดินผ่านเข้ามาแล้วจะเห็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ กับประตูทางเข้าไปด้านในอีกส่วนนึง ด้านข้างๆ จะเป็นหินก้อนใหญ่หรือศิลาจารึก มีฐานเป็นรูปเต่า ภายในยังมีรูปปั้น เทพเจ้าและเสื้อทรงของกษัตริย์ และร้านขายของที่ระลึก มีทั้งคนเวียตและนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด เราใช้เวลาอยุ่ในวิหารนานพอสมควร ก็ออกมาว่าจะไปสุสานลุงโฮต่อ แต่ก็เหมือนเดิม หาทางไปไม่เจอ เลยเดินชมเมืองเสียเลย ตั้งใจว่าจะเดินกลับที่พัก เดินมาเจอถนนสวยที่มีต้นไม้ใหญ่สองข้างทาง เหมือนถนนสาธรของเราเมื่อก่อนนี้ และเจอสถานที่คุ้นตา ตั้งแต่มาฮานอยก็เพิ่งเจอเป็นที่แรก ฟ้าก็มืดไปด้วยเมฆฝนเราเลยตัดสินใจไปนั่งพักขาหลบฝนกันก่อน

ถนนฝั่งตรงข้ามกับ KFC น่าจะเป็นถนนสายสำคัญเหมือนถนนสาธรอย่างที่บอกเพราะเราข้ามไปเจอสถานทูตไทยตรงหัวมุมถนน เมื่อเดินลึกเข้าไป ก็เจออีกหลายสถานทูต อยู่ในบริเวณถนนเส้นนี้ทั้ง 2 ฝั่ง

ฝนเริ่มตกแรงขึ้น แต่เราตัดสินใจเดินกลับเพราะดูแล้วฝนคงไม่หยุดตกง่ายๆ หาทางไปที่ทะเลสาปก่อน เดินๆไปเริ่มหลงทางไม่รุ้จะไปทางไหนเพราะมันมีแยกหลายแยก ไปถามลุงป้าชาวเวียตก็ไม่ได้รับความสนใจทำเป้นไม่เห็นเราเสียอีกทั้งที่เราก็ยืนอยู่ตรงหน้า หาน้ำใจจากคนที่นี่ยากจริงเชียว ผิดกับตอนที่ไปเกาหลี คุณลุงคุณป้าที่เกาหลีก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ยังมาเมียงๆมองๆ นักท่องเที่ยวหน้าตาเป๋อเหลออย่างเรายืนกางแผนที่ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ขอความช่วยเหลือ แต่ดูพวกเค้าเต็มใจ แม้ไม่ได้เอ่ยปากขอ บางคนก็ยังเข้ามาถามไถ่ส่งภาษาใบ้บอกทาง ทำไมคนของ 2 ประเทศช่างแตกต่าง เดินในเกาหลี ถ้าเราถามทาง 9 ใน 10 คนจะช่วยเรา แต่เดินในเวียตนาม 9 ใน 10 คน จะปฎิเสธการมีตัวตนของเรา

กำลังยืนหมุนไปหมุนมาหาทางกลับไปทะเลสาป ก็ได้ยินเสียงแจ๋วๆ ทักทายเป็นภาษาอังกฤษหันกลับมาเห็นสาวเวียตซ้อนมองเตอร์ไซด์หนุ่ม ส่งยิ้มมาให้ เออ ยังมีคนใจดี ทักทายเรา เป็นเด็กรุ่นใหม่คงจะเปิดกว้าง แต่เราก็เข้าใจผิดอีกแล้ว คนที่นี่ต่างต้องการผลประโยชน์ตอบแทน ไม่มีน้ำใจให้จริงๆ อย่างที่คิด เราถามสาวคนนั้นให้ชี้ทางไปทะเลสาปให้เราหน่อยเธอก็ช่วยชี้ทางพร้อมรอยยิ้มที่ติดบนใบหน้ากับการโชว์บัตรของสถากาชาด และบอกเราว่าเธอเป็นนักศึกษา ช่วยงานกาชาดอยู่เราจะช่วยทำบุญหน่อยได้ไม๊ ...เอ๊อ ไปเลยทั้งคณะ แค่ถามทางนิดเดียวมาขอเงินกันซะแล้ว เราไม่รู้จริงๆ ว่าสาวน้อยคนนี้เป็นคนของกาชาดจริงหรือเปล่า เพราะตั้งแต่มาฮานอยรู้สึกเหมือนว่าเราจะโดนหลอกมาตลอด พอดีป้าอ้อยมีตังติดอยู่ในกระเป๋ากางเกง 6,000 ดอง(ประมาณ 15 บาท) เลยควักให้ไป สาวเจ้ายังหันหน้าไปถามจุ๋มอีกว่า แล้ว ยูละมีเท่าไหร่ เอ๋อ กันไปอีกรอบ อย่าอยู่นานเลย เราบอกขอบคุณแล้วรีบจ้ำออกจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว .....ที่จ่ายไปก็คิดซะว่าเป็นค่าถามทางก็แล้วกัน ...เฮ้อออออออ

ในที่สุดก็หาทางกลับมาทะเลสาปจนได้เราข้ามถนน ไปหาข้าวเย็นกินกันผ่านร้านขายเป้ ป้าอ้อยอดไม่ได้ ก็มันแขวนล่อตาออกจะปานนั้น เลยได้เป้กลับมาอีกหนึ่งใบ ในราคาย่อมเยาว์ 11 USD แน่นอน สีส้มสดใส หุหุหุหุ ตอนนี้สีส้ม กลายเป็นสีประจำตัวป้าอ้อยไปแล้ว.....แล้วเราก็เดินย้อนกลับมาร้านอาหารที่อยุ่บนชั้น 2 ของ Tourist Information เป็นร้านที่ขายแต่อาหารที่เป็นเส้น ที่คนเวียตนามเรียกว่า BUN (บุน) อาหารมื้อนี้เป็นอาหารมื้อที่ดีที่สุดและหรุที่สุดเลยทีเดียว

วันที่ 2 กรกฎาคม 2550

วันนี้ได้กลับบ้านแล้ว ไชโย.....ปกติไปเที่ยวแล้วไม่ค่อยอยากกลับบ้าน แต่หนนี้ดีใจสุดๆ คิดถึงบ้านมั่กๆ แต่เที่ยวบินที่จะกลับบ้านเรามันออกตอนเย็น เราเลยมีเวลาอีก 1 วันเต็มๆ ไม่อยากอยุ่ที่เกสต์เฮ้าส์ เลยออกมาเดินเล่นในเมืองกัน พอบ่าย 2 โมงก็กลับไปเก็บสัมภาระ 4 โมงเย็นเราก็เรียกแท็กซี่ไปสนามบิน ยังมีเวลาอีกเยอะ แต่พวกเราไม่อยากอยุ่ที่เกสต์เฮ้าส์นั่นอีกแล้ว เลยตกลงกันว่ามานั่งรอที่สนามบินเลยดีกว่า มาถึงสนามบินยังมีเวลาอีกหลายชั่วโมงก่อน check in เราเลยเดินสำรวจ สนามบินไม่ใหญ่มากนัก ขนาดพอๆ กับ หมอชิตเก่าเราเห็นจะได้ นั่งรอกันหลายชั่วโมง ขึ้นไปสำรวจร้านอาหารข้างบน ว่าจะไปกินก่อนขึ้นเครื่อง แต่ก็ไม่ได้ไปกิน เพราะ เห็นมีฮอตด็อกขาย อันละ 1 USD เลยไปซื้อมากินคนละอัน .....ขนมปังแข็งมากก ตุ้มบอกว่านี่มันขนมปังให้ปลากินที่บ้านเรานี่หว่า ..หุหุหุหุ ทำไงได้ ดีกว่าหิว ก็กินๆ กันเข้าไป ...ได้เวลาเราก็ไป check in เที่ยวนี้มีคนไทยเยอะเชียว เข้าไปในเกท สักพัก เราก็ได้ขึ้นเครื่อง เที่ยวนี้ไม่เต็มอีกเช่นเคย ....ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.55 ชั่วโมงก็ถึง สนามบินสุวรรณภูมิ.. ซินเดอเรลล่าทัวร์กลับมาถึงเมืองไทย ก่อน สองยาม ประมาณ 15 นาที .........

บางคนอาจสงสัยทำไมเป็นซินเดอเรลล่า ทัวร์ เพราะเราไปเทียวที่ไหน มักจะได้ไฟล์กลับดึกๆ ใกล้ 2 ยามทุกทีไป จุ๋มเลยตั้งชื่อว่าพวกเราเป็นซินเดอเรลล่า ทัวร์ หุหุหหุหุ

ร้านขายของที่ระลึก ดูๆแล้วก็ไม่ค่อยมีอะไรชวนให้ซื้อ ฝีมือก็ไม่ละเอียด ไปดูที่สวนจตุจักรดุเหมือนว่าจะมีของให้เลือกซื้อมากกว่าคุณภาพก็ดีกว่า

รถขายดอกไม้สดที่มีอยุ่ทั่วกรุงฮานอย

ตลาดสดเวียตนามที่มีทั้งของคาวและหวาน

สนามบินนอยไบ

ดอกกุหลาบยักษ์ ป้าอ้อยเดาเอานะว่าน่าจะเป็นดอกกุหลาบจากรุปลักษณ์ที่เห็น ไม่เคยเห็นดอกไม้ดอกใหญ่เท่านี้มาก่อนเลย สวยและแปลกตาจนต้องบันทึกภาพมาดู

Kimdongwan Vol.1














edit @ 2007/07/30 12:22:33